รีวิว Fast And Furious Hobbs And Shaw

Fast And Furious Hobbs and Shaw ภาคใหม่ที่มีจุดกำเนิดจากความแตกแยกของทีมงาน Fast And Furious ดั้งเดิมไม่ลงรอยกัน Dwayne Johnson หรือที่เรารู้จักกันในนาม The Rock จึงแยกตัวออกมาทำเอง โดยสูดิโอเห็นชอบด้วย และก็ได้เป็นผลงานร่วมกับ เจสัน สเตแธม ในบท Shaw ที่ล้างเนื้อล้างตัวใหม่จากบทผู้ร้ายในภาคปกติ ให้มากลายเป็นคู่หูกับ The Rock ซึ่งคงกลายเป็นจักรวาลคู่ขนานไปแน่ๆ

นี่เป็นหนังที่ขอแค่ดึงตัวละครจาก Fast ภาคหลักมาต่อยอดในแนวทางของตัวเอง ซึ่งภาคหลักหลังๆ ก็เรียกว่าเริ่มหมดมุกหรือออกทะเลไปเรื่อยๆ แล้วก็ว่าได้ แต่ในเมื่อรายได้ยังคงดีงามอยู่ สตูดิโอก็อนุมัติให้ไปต่อเรื่อยๆ แม้ว่าจะกำหนดจบที่ภาค 10 ตามข่าวก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่ Fast And Furious Hobbs and Shaw ก็เหมือนตัวตายตัวแทนภาคหลัก และเป็นงานต่อยอดความโอเว่อร์ของภาคหลักให้หลุดจากคอนเซ็ปต์รถแข่ง โจรนักซิ่ง ไปเป็นอะไรที่เรียกว่าใกล้เคียงกับพวกแนว Super Hero จริงจังใกล้ๆ จะเป็นแบบ Avengers เลยก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่เริ่มเรื่องมาหนังก็โฟกัสไปที่ภารกิจกู้โลกแบบหนังสายลับดีๆ นี่เอง กับการเปิตตัวองค์กรลึกลับที่ครอบครองเชื้อไวรัสฆ่าล้างโลก และเป็นช่วงเปิดตัว Hattie (วาเนสซา เคอร์บี้) สายลับ MI6 น้องสาวของ Shaw ตัวละครใหม่ในจักรวาลนี้ ที่ล่าสุดก็พึ่งเล่น Mission: Impossible – Fallout ในบท The White Widow ที่แย่งซีนนางเอกภาคหลักไปเยอะ ด้วยดวงตางามขนตางอนสวยสะดุดตามากๆ ในเรื่องนี้เธอได้บทเด่นเต็มๆ ไม่น้อยไปกว่า Hobbs and Shaw และไม่ใช่แค่ภารกิจระดับกู้โลก หนังยังอัดความเหนือมนุษย์ให้กับองค์กรร้ายใหม่ให้ไฮเทคสุดๆ ระดับที่มีวิทยาการแบบใน Avengers เลยก็ว่าได้ เริ่มตั้งแต่มอเตอร์ไซด์สุดล้ำ (ที่เห็นในตัวอย่างบางส่วน) ไปจนถึง Brixton ตัวผู้ร้ายพลังระดับฝ่าบาทแบล็คแพนเธอร์หรือกับตันอเมริกา ที่มีทั้งชุดกันกระสุนแบบสุดยอด (ใช้มือบังกระสุนได้) หรือพลังทำลายเหนือมนุษย์จากจักรกลภายในร่างที่องค์กรมอบให้ ซึ่งในตัวอย่างที่บอกว่าเป็น “แบล็คซูเปอร์แมน” นี่ไม่ได้เกินเลยไปจริงๆ ถ้าภาคต่อมีชุดเกราะเหาะได้แบบ Iron man ก็คงไม่แปลกอะไรแล้วล่ะครับ

ในเมื่อหนังบอกชัดจัดเต็มมาตั้งแต่แรกว่าเว่อร์สุดๆ ก็เลยเลือกเดินไปในทิศทางเดียวกับหนังแอ็กชั่นสายลับที่มีเกลื่อนกลาดในปัจจุบัน บทมีไว้แค่หลวมๆ ไปเน้นครีเอทฉากโม้ๆ เว่อร์ๆ มีภารกิจยากระดับโลกแบบมิชั่นอิมพอสซิเบิ้ลเข้ามาให้แก้ ดูๆ ไปก็เหมือนการยำหนังสายลับหลายเรื่องดีๆ นี่เอง จากหนังแข่งรถกลายเป็นหนังสายลับถล่มโลกเต็มตัว ผู้สร้างก็คงไม่แคร์ว่าบทจะออกทะเลไปได้ถึงไหนแล้วแน่นอน ถามว่าสนุกไหม ก็บอกได้เต็มปากว่า “สนุกครับ” แต่ในอีกทางหนึ่งก็รู้สึกเศร้าใจที่หนังไม่ยอมจบลงดีๆ ในซีรีส์หลัก แต่ก็ยังดีที่ภาคนี้ยังมีการเล่าถึงครอบครัวในอดีตของทุกคนเพิ่มเติมมา ซึ่งก็เป็นความพยายามเดินตามรอย “ธีมครอบครัว” แบบภาคหลัก เพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกนัก ซึ่งมันก็ช่วยให้ได้กลิ่นอายดั้งเดิมอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการจงใจเน้นย้ำบ่อยจนเกินพอดี อะไรๆ ก็โยงไปหาครอบครัวได้หมด แถมเก่งจนกลายเป็นว่าโลกนี้ถ้าไม่มีครอบครัว Hobbs and Shaw ก็คงถึงจุดจบแล้วแน่ๆ ซึ่งสองครอบครัวนี้ก็คงเหมือน Avengers ของโลกนี้เลยว่าได้ครับ

ส่วน Brixton ตัวผู้ร้ายใหม่ในภาคนี้ก็คือตัวชูโรงได้ฉากโชว์ของล้ำๆ ทุกช่วงเวลาที่ออกมาในเรื่อง ซึ่งคนดูเองก็คงตื่นตาตื่นใจไปกับอุปกรณ์ไฮเทคที่เขาใช้ ซึ่งหนังทำได้เนียนดี แม้จะรู้สึกว่าเว่อร์มากๆ แต่ก็ยังอยู่ในจุดที่มีความเป็นไปได้ให้พอเชื่อมต่อกับปัจจุบันอยู่บ้าง และหนังยังวางพล็อตใช้ความดิบของฝั่งตัวเอก ขับรถสู้กับความไฮเทคเหนือกว่าของผู้ร้าย ที่ยังเข้าแก๊ป Fast And Furious แบบภาคปกติได้อยู่เช่นเดิม ซึ่งก็เป็นความพยายามอีกจุดหนึ่งของ The Rock ที่อำนวยการสร้างเองด้วย เพื่อที่จะบอกว่า หนังของ The Rock ก็เป็น Fast And Furious ไม่แพ้ภาคหลักที่ “วิน ดีเซล” เล่นและอำนวยการสร้างได้เหมือนกัน

สุดท้ายไม่ว่าภาคหลักและภาคแยกนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร เราก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นหนัง Fast And Furious ที่เป็นโจรนักซิ่งช่วยตำรวจแบบดั้งเดิมกลับมาแน่ๆ ครับ ตราบใดที่รายได้ยังดีอยู่ ผู้สร้างก็คงไม่หยุดสไตล์โม้แตกโอเว่อร์ขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน คงเหลือแค่ว่าคนดูจะเสพแนวเดิมๆ แบบนี้จนเอียนเมื่อไหร่ ก็คงถึงเวลาจบซีรีส์นี้นั่นแหละครับ