รีวิว Fast & Furious 9

   Fast & Furious 9 เรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว เมื่อ ไซเฟอร์ นักก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ที่หลบหนีดอมและแก๊งซิ่งของเขาในภาคก่อนหน้านี้ ได้ขอความช่วยเหลือจากน้องชายของดอมที่หายไปนาน ซึ่งเขามีความสามารถในการขับรถซิ่งและต่อสู้ที่เก่งกาจสำหรับการแก้แค้น ที่จะทำให้แก๊งอาชญากรรมมีอันตรายมากกว่าครั้งไหนๆ

Fast and Furious 9 ได้จัดเต็มความมันส์ระห่ำ มาพร้อมกับอารมณ์ขันสุดติ่ง แถมด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวที่เป็นหัวใจหลักของเฟรนไชส์ นอกจากนั้นแล้วยังมีการบอกด้วยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความทะเยอทะยานขั้นสุดด้วย

หากต้องการเสพความมันส์เรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างมากแต่เนื้อเรื่องยังคงไม่สุดสักเท่าไหร่นัก เช่น จอห์น ซีน่า (John Cena) ก็ยังไม่ใช่คนที่จะมาชดเชยได้พอ ยิ่งตัวร้ายใหม่อย่าง ออตโต ก็หาเสน่ห์ยังไม่เจอ แล้วตัวร้ายสุดเท่แบบไซเฟอร์ของ ชาร์ลิซ เธอรอน (Charlize Theron) ก็มีเวลาบนจอน้อยมากเหมือนรอไปเล่นภาคต่อมากกว่าจะมีบทจริงจัง ใด ๆ ที่ว่ามาคงเรียกว่าหนังขาดเสน่ห์ไปอย่างสมบูรณ์ทั้งการใช้ของเก่า และการคิดของใหม่

ส่วนคาแรกเตอร์อื่นๆ ได้เข้ามาเสริมเป็นองค์ประกอบเติมเต็มให้กับหนังเรื่องนี้ แต่ถือว่าทุกตัวมีซีนและเฉลี่ยแอร์ไทม์เอาไว้ได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าจะไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับคาแรกเตอร์พวกเขามากนัก แต่ทุกคนก็ได้มีโอกาสอยู่หน้ากล้องได้เกลี่ยกันไป แน่นอนว่าที่ไม่พูดไม่ได้ก็คงจะเป็นการกลับมาของ ฮาน ที่รับบทโดย “ซงคัง” ที่คงจะไม่พูดอะไรมาก เพราะในตัวหนังได้บอกถึงเหตุผลสาเหตุที่ว่าเขากลับมาได้อย่างไร

บทอื่นๆ ของหนังที่มีเหมือนเป็นนักแสดงรับเชิญแต่น่าจดจำไม่เบา ก็คงจะต้องยกให้ “ชาร์ลีซ เธอรอน” ที่มาแว่บๆ แต่ออร่าความร้ายกาจของเธอแผ่กระจายเป็นอย่างดี แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คงจะเป็น “เฮเลน เมียร์เรน” ที่โผล่ออกมาแค่ซีนเดียว แต่ก็ตราตรึงไม่เบาเลย งานกำกับของ “จัสติน ลิน” ยังคงทำหน้าที่ตามมาตรฐานดี เขารู้วิธีที่จะเซอร์วิสแฟนหนัง รู้จักแฟรนไชส์หนังเรื่องนี้ และสามารถถ่ายทอดหนังออกมาได้ในทิศทางที่ควรจะเป็น

สรุปง่ายๆแล้ว Fast & Furious 9 เป็นหนังที่สมควรดูในโรงหนังเป็นอย่างยิ่งๆ ดูจอไหนๆ ก็ไม่มันส์เท่ากับจอใหญ่ๆ ในโรง ไหนจะระบบเสียงที่สะท้านหูและเร้าใจได้เป็นอย่างดี ส่วนองค์ประกอบต่างๆ ของหนังก็เชื่อว่าแฟนหนังก็น่าจะคุ้นเคยและใกล้ชิดกันเป็นอย่างดีแล้ว และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แฟนหนังชุดนี้ก็น่าจะสนุกได้ไม่ยาก ภาคนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีพื้นเพจากภาคก่อนๆ มาก็ดูรู้เรื่องได้ไม่ยาก และนี่คือคงจะยกให้เป็นอีกหนึ่งหนังแอคชั่นแห่งปีที่สมการรอคอย