รีวิว The Guilty

The Guilty เกี่ยวกับ ศูนย์รับเรื่อง 911 โดยโอเปอเรเตอร์ โจ เบย์เลอร์ ที่พยายามช่วยชีวิตผู้ที่โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือซึ่งตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง แต่เขากลับได้พบว่าอะไร ๆ ไม่เป็นไปอย่างที่คิด และยิ่งถลำดำดิ่งกับการช่วยชีวิตคนตรงหน้าอย่างหลงทาง ในขณะที่เวลามีชีวิตรอดของเหยื่อก็สั้นเข้ามาทุกที

ลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้จินตนาการจากการฟังเสียงในสายเมื่อโจ เบย์เลอร์(เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุด่วน)รับสายจากหญิงคนหนึ่งที่แจ้งเหตุว่าถูกลักพาตัว เหตุการณ์ความสั่นประสาท ลุ้นแบบกดดัน สุดขีด

ทั้งวิธีการสืบสาวเรื่องราวเหตุต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเหยื่อสาวรายนี้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ในขณะที่เขาต้องนั่งประจำการอยู่ในห้องทำงาน ความตึงเครียด การรับมือกับสถานการณ์การตัดสินใจซึ่งล้วนมีผลลัพธ์ด้วยกันทั้งนั้น และเรื่องนี้จะทำให้คุณว้าวกับการแสดงของ Jake Gyllenhall คือบอกได้เลยว่าเขาคือเดอะแบกของเรื่องนี้ไปเลย

นอกจากนี้ยังมีประโยคหนึ่งในหนัง ที่น่าจะเป็นบทคำพูดไฮไลท์ของเรื่องก็อาจจะเป็นไปได้ ที่พูดว่า “Broken people save broken people” (“สุดท้ายคนมีปมก็มาช่วยกันเอง”) นี่น่าจะกลายเป็นประโยคที่ช่วยอธิบายหนังโครงสร้างทั้งหมดของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ดีงามของเรื่องจริงๆ คือการแสดงอันทรงพลังของ เจค จิลเลนฮอล กับบทเจ้าหน้าที่ 911 เฉพาะกิจ ซึ่งหนังเผยให้เห็นเบื้องหลังงานนี้แบบละเอียดกับหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักมากกับการรับสายทั้งป่วนทั้งด่วนจริง ทั้งยังต้องใช้จิตวิทยาพูดคุย วาทะศิลป์แบบนักเจรจาเกลี้ยกล่อม เซนส์ส่วนตัวประเมิณความร้ายแรงของสายที่โทรเข้ามา เพราะนี่คือการรับผิดชอบชี้เป็นชี้ตายชีวิตคนในห้วงเวลานั้นได้เลย แต่ที่กล่าวมากลับไม่ได้อยู่ในตัวบท โจ เบย์เลอร์ ที่เจคเล่นเลย ตัวหนังเปิดเรื่องมาก็ทำให้เราเห็นความไม่พร้อมทั้งในแง่ทัศคติกับความเป็นมืออาชีพในงานที่ทำ โจรังเกียจงานนี้ออกแนวเบื่อทนอยากหลุดพ้นออกไปเร็วๆ จนพาลถึงเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาถามไถ่ดีๆ ก็ถูกตะคอกกลับไป เขามีความเครียดส่วนตัวจากเรื่องบางอย่างที่ตัวเรื่องเผยให้เห็นในช่วงแรกกับสายจากนักข่าวโทรมาหาแต่เขาไม่ยอมรับและคุยด้วย ก่อนที่หนังจะเปิดปมชีวิตของเขาว่า โจแยกกันอยู่กับภรรยามา 6 เดือน มีลูกสาวตัวน้อยที่เขาคิดถึงมาก ตัวเรื่องเล่าผ่านการแอบโทรหาภรรยาระหว่างทำงาน จนกลายเป็นการทะเลาะกับภรรยาในเวลาต่อมา เป็นการเผยให้เห็นว่าตัวละครนี้สั่งสมความเครียดมานานแล้วจนใกล้แบกรับไม่ไหวแล้ว แต่เขากลับต้องมาทำงานรับสายที่ปลายทางหวังว่าจะให้ช่วย เป็นอะไรที่ค่อนข้างย้อนแย้งกันมากพอสมควร และตัวเรื่องก็ใช้จุดนี้แหละผ่านการแสดงของเจคที่ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยความเครียดจนระบาย+ระเบิดอารมณ์ใส่เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นที่เขาติดต่อด้วยให้ช่วยแต่ไม่ทันใจ ซึ่งผู้ชมก็ต้องรู้สึกว่าหมอนี่ไม่ใช่ตัวเอกดีๆ เท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอารมณ์ของหนังจะเป็นแนวดราม่าระทึกขวัญ สถานการณ์บีบบังคับอารมณ์ให้กับคนดูตลอดทั้งเรื่อง แต่ในช่วงท้ายที่สุด เขาก็สามารถทำให้เราเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้แม้จะอยู่ในจุดที่เลวร้ายมากขนาดไหน ก็ยังมีความหวังอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งถ้าหากเราหาความหวังจากสิ่งนั้นได้ เราก็จะแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่างไปได้อย่างดี และในขณะเดียวกันหากเรารู้สึกผิด สำนึกตน และยอมรับความผิดที่เราทำมา นี่คือสิ่งที่จะทำให้ปลดล็อคความทุกข์ที่ในใจทั้งหมดได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง