รีวิว The Unforgivable

The Unforgivable ภาพยนตร์ดราม่าสัญชาติอังกฤษ ดัดแปลงจากมินิซีรีส์ชื่อเดียวกันอันโด่งดังที่ออกอากาศในปี 2009 มีคนดูกว่า 7 ล้านและได้รับรางวัลมากมาย กำกับโดย Nora Fingscheidt ผู้กำกับหญิงชาวเยอรมัน และเขียนบทโดย ปีเตอร์ เคร็ก นักเขียนบทผู้เคยฝากผลงานดังมากมายอย่าง The Hunger Games: Mockingjay, Bad Boys for Life และกำลังจะมีผลงานต่อไปที่น่าจับตามองอย่าง The Batman, Top Gun: Maverick นำแสดงโดยนักแสดงสาวตัวแม่ลูกเล่นแพรวพราวอย่าง แซนดร้า บูลล็อคในบทบาทสุดสะเทือนอารมณ์ของนักโทษหญิงที่เคยทำผิดในอดีตจนต้องเข้าคุก และเมื่อออกมา เธอกลับพบว่าหลายสิ่งเปลี่ยนไปและอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด เธอจึงต้องตามหาน้องสาวคนเดียวที่พลัดพรากจากกัน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ลงให้กับสตรีมมิ่งเน็ตฟลิกซ์และได้คำวิจารณ์ในแง่ผสมจนไปถึงแง่ลบ จนน่าสนใจว่า องค์ประกอบใดในหนังเรื่องนี้ที่ทำให้เป็นเช่นนั้นกัน

หลังจากต้องติดคุกด้วยข้อหาฆ่าตำรวจกว่า 20 ปี รูธ สเลเตอร์ ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นฆาตกร จนเธอต้องเลือกปิดบังความจริงกับคนรอบตัว เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเดือดร้อน และออกตามหาน้องสาวผู้มีอายุห่างกับเธอ 20 ปี แคทเธอรีน สเลเตอร์ ถูกรับอุปการะให้ไปอยู่กับครอบครัวเศรษฐีที่พยายามกีดกันเธอสุดตัวไม่ให้เธอได้เข้าใกล้ เธอจึงใช้ชีวิตอย่างล้มลุกคลุกคลานจนกระทั่งเธอได้ไปพบกับครอบครัวทนายความที่ตั้งถิ่นฐานในบ้านหลังเก่าของครอบครัวเธอที่เต็มไปด้วยอคติและกีดกันไม่แพ้กันโดยเฉพาะคุณนายของบ้าน ทำให้เธอเริ่มหวนนึกถึงอดีตถึงเหตุการณ์ร้ายที่ทำให้เธอกับน้องสาวไม่ได้อยู่ด้วยกัน และขอร้องให้ทนายความของบ้านช่วยเธอให้ได้ติดต่อกับน้องสาว แต่ทว่าระหว่างที่ชีวิตเริ่มจะลงตัว ความหลังฝังใจและประวัติศาสตร์ที่ตามหลอกหลอน ตราบาปที่ถูกตีตัวไว้กับเธอ ความลับที่รูธเก็บซ่อนก็กลายเป็นเงามืดตามติดเธอและเข้าคุกคามชีวิตเธออย่างช้า ๆ

เข้าใจแล้วว่าทำไมคะแนนถึงติดลบ เพราะช่วงแรกของเรื่องนั้นเล่าเส้นเรื่องได้กระจัดกระจายและชวนสับสนมาก ศูนย์กลางของเรื่องไม่ได้มีแค่ตัวละครหลัก แต่ยังมีตัวละครที่ได้รับผลพวง หรือเข้ามาพัวพันและปูเรื่องไปพร้อม ๆ กันอย่างเชื่องช้า แล้วยิ่งหนังค่อนข้างเล่าแบบเหนื่อย ๆ เนือย ๆ แม้คอนเซปต์การดิ้นรนหากินจะมีความคล้าย ๆ กับมินิซีรีส์ MAID แต่เป็นเรื่องของผู้หญิงที่เคยติดคุกที่ต้องได้รับการสงเคราะห์และเข้ากับระบบ แต่ก็ถูกบอกเล่าแบบผ่าน และปมตัวละครที่ดูล่องลอยไปมา และค่อนข้างดราม่าโอเวอร์เกินไปนิด คือสถานการณ์ของเรื่องช่วงแรกมันจะเล่าแบบหนังดราม่าสู้ชีวิตทั่วไป กระทั่งช่วงกลางที่เริ่มน่าติดตามแล้วว่าเส้นเรื่องอันยุ่งเหยิงของตัวละครจะมาบรรจบได้ยังไง ก็ทำออกมาลงตัว แม้ว่าพล็อตบางช่วงมันจะค่อนข้างละครไทยมาก แต่ด้วยความที่มันเคยเป็นมินิซีรีส์เก่า ๆ ยุคปลาย 2000 มันเลยอาจต้องมีฉากแบบนี้ใส่เข้ามาเพื่อความตื่นเต้น แต่ก็ยอมรับว่ามันค่อนข้างได้ผล แม้จะหลุดออกจากโทนดราม่า ไปเป็นระทึกขวัญกึ่งแอ็คชั่น โดยเฉพาะฉากตอนท้ายของหนังที่พยายามยัดคำพูดสวยหรู และฉากหักมุมเข้าไป ชวนให้ถึงตอนจบที่ตัดจบแบบละครไทยสมัยก่อน ไม่ได้เวอร์เกินจริงเลย คือไม่คิดว่าในชีวิตจริงตัวละครจะเจอกับเหตุการณ์อะไรแบบนี้

ประเด็นสำคัญของเรื่องคือ การให้อภัยอาจจะทำได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ง่าย บางครั้งคนที่ทำผิด ถ้าสำนึกด้วยใจจริงแล้ว มันก็ควรจะมีโอกาสที่สองให้กับเขา ไม่ใช่โยนอคติใส่หากันโดยที่ไม่เคยจะพยายามทำความเข้าใจหรือคอยสนับสนุนในทางที่ผิด เพราะความคิดอันด้านลบนี่แหละที่สามารถเป็นการฆาตกรรมได้ สิ่งที่เราควรทำคือ การมีสติ การครุ่นคิด พิจารณาว่าจะทำยังไงให้ชีวิตเรานั้นดีกว่าที่เป็นด้วยกำลังของตัวเอง ในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คน เราเองก็เป็นกลไกหนึ่งที่ขับเคลื่อนด้วยอาชีพ ด้วยความสามารถและด้วยหัวใจ เรื่องของการเปิดอกคุยกัน ทุกครั้งเลยที่เรามักไม่เข้าใจกันเพราะเราเอาแต่ปิดบังและเสแสร้งว่าทุกอย่างเป็นอย่างที่เห็น แต่ที่จริงแล้วอาจไม่ใช่เลย อยากได้ความจริง เราก็ต้องให้ใจกันและกันเพื่อจะได้สามารถอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และบางครั้งการโกหกปิดบังเพื่อช่วยใครสักคนก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในสถานการณ์บางอย่าง เพื่อความรัก เพื่อความหวังดี แต่เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้

คงไม่แปลกใจเลยที่ ตราบาป จะได้คะแนนผสมจนลบจากวิจารณ์เช่นนั้น มันเป็นภาพยนตร์ดราม่าดาด ๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย นอกจาก การแสดงของทีมนักแสดงที่ถ่ายทอดเรื่องราวสุดจะโอเวอร์ดราม่าติกที่ทำให้เราอยากติดตามเรื่องราวที่เหมือนละครไทยยังไงยังงั้น แต่ในแง่ดีมันก็คือผลงานภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับคนที่มีชีวิตสบายมาก จนไม่เข้าใจความลำบากของคนคุกที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากสังคมที่เปี่ยมอคติ ผ่านการแสดงของตัวแม่อย่าง แซนดร้า บูลล็อคที่ตรึงให้คนดูต้องติดตาม แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ได้น่าสนใจหรือถูกขยับขยาย ขยี้ปมให้แน่นจนเราอยากร้องไห้ เราเลยทำได้แค่น้ำตาซึม แต่หนังก็ไม่ได้ให้เวลากับมันมาก บางทีถ้าหนังเรื่องนี้ทำรูปแบบมินิซีรีส์คงจะได้เห็นอะไรถูกให้รายละเอียดมากกว่านี้ เพราะเวลากว่าชั่วโมงครึ่งมันทำให้เราไม่ได้รู้สึกร่วมอะไรกับตัวละครในเรื่อง โดยรวมก็เป็นหนังที่ใช้ได้ แต่ก็ธรรมดาจนน่าตกใจ แต่ก็ไม่แปลกใจเลย แม้ว่าซีรีส์ต้นฉบับจะดีแค่ไหน ยังไงรีเมคก็ทำดีกว่ายาก แม้การยกทีมนักแสดงมากฝีมือแต่เจอบทที่เล่าไม่ดี ไม่น่าติดตามก็จบได้เหมือนกัน น่าเสียดายจริง ๆ