รีวิว ‘The Whole Truth’ ไขปริศนารูหลอน เมื่อรูไม่ใช่แค่รู

The Whole Truth หนังที่แปะยี่ห้อของผู้กำกับ วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง แทบจะทุกเรื่องต้องมี Gimmick ในการเล่าเรื่องที่มีความคมคายน่าจดจำอยู่เสมอ หนังแนวหลอนสยองขวัญหักมุมเรื่องที่โด่งดังมากๆ ของเขาคือ “เป็นชู้กับผี” ในปี 2549 ที่มี ห้องเกียรติ โขมศิริ เขียนบท ก็ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ และเป็นที่จดจำจนถึงทุกวันนี้ มาปีนี้ หนังของ วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง มาฉายใน Netflix ซึ่งจากเรื่องราวดูแล้วน่าจะมาแนวเดียวกับ “เป็นชู้กับผี” แต่อาจจะพลิกแพลงนิดหน่อย เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อสองพี่น้องต้องย้ายไปอยู่บ้านของ ตากับยาย หลังจากที่แม่ของทั้งสองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงขั้นโคม่า ทั้งสองพบรูปริศนาบนกำแพงบ้านตายาย จากนั้นก็มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นตามมาเรื่อยๆ และปริศนารูนั้นก็ค่อยๆ เผยความลับอันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับครอบครัว

สำหรับการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ ผมมองว่ามันยังคงเป็นจุดที่หนังพยายามจะขายให้เป็นจุดเด่นของหนังมากที่สุด เพราะหนังจะมีการเล่าเรื่องแบบพลิกแพลงไปมาให้คนดูเกิดคำถามและเอะใจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหนังก็ทำได้ดีพอสมควร แต่จุดที่ทำให้อาการเอะของคนดูมันจางลงก็คือการที่หนังปูปมปริศนาเอาไว้หลายเรื่องหลายปม แต่หนังก็ไม่ได้เอาปมเหล่านั้นมาขยายความหรือต่อยอดอะไรใดๆ นอกจากแค่เรื่องของความลี้ลับที่อยู่ในรูแค่นั้น

ซึ่งตอนแรกเหมือนรูนั้นจะมีปริศนาอะไรออกมาให้ติดตามและลุ้นว่าจะมีอะไรหักมุม แต่พอรูค่อยๆ เปิดเผยความลับออกมา มันเหมือนทุกอย่างมันคาดเดาง่ายไปหมด จนแทบไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ส รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่หนังเหมือนกับจะเอาทุกประเด็นมาประกอบรวมร่างกันให้เกิดเป็นการหักมุมที่เซอร์ไพร์สเล่นใหญ่ตอนท้าย ก็กลายเป็นเฉลยแต่ละประเด็นแบบกระจัดกระจายไปจนเซอร์ไพร์สกร่อยไปหมดเลยซะอีกต่างหาก

นักแสดงในเรื่องเอาจริงๆ เหมือนแต่ละคนพยายามจะเล่นใหญ่โอเวอร์แอ็คติ้งจนมันดูเหมือนมันปลอมเกินไป ทั้งๆ ที่ถ้าตัวหนังเองมันลึกลับซับซ้อนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องแอ็คติ้งขนาดนั้นก็ได้ ดูแล้วมันขัดๆ กับอารมณ์หนังยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก บวกกับการเอาทฤษฎี “รูหนอน” มายัดใส่คนดูตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วทฤษฎีนั้นคืออะไรก็ไม่รู้ หนังก็ไม่ได้ขยายความ มีแค่ตัวละคร พัท เท่านั้นที่พูดถึงตลอดเวลา ซึ่งมันก็เลยกลายเป็นจุดที่คนดูถูกยัดให้เชื่อว่ามันคือปริศนาหลักของเรื่องราวทั้งหมด แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับทฤษฎีนั้นเลย

กับเรื่องของการแต่งหน้าของสิ่งที่อยู่ในรูให้มันดูหน้ากลัว และน่าสงสาร แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น หรือเป็นเพราะสาเหตุอะไร แค่แต่งให้ดูน่ากลัวไปงั้นๆ อีกเรื่องคือเรื่องของ CG ที่ยัดเข้ามาจนทำให้ความน่ากลัวกลายเป็นความตลกไปเลย ซึ่งถ้าเอาจริงๆ แค่การแต่งหน้าให้น่ากลัวก็ดูโอเคอยู่แล้ว แล้วใช้ special effect ทำเอาจากวัสดุอุปกรณ์ก็น่าจะดี ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเอา CG มาใส่ให้มันดูลอยๆ ขนาดนั้น

นับว่าเป็นหนังของ วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง ที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง อาจจะเพราะด้วยความหวังที่จะได้ดูหนังสยองขวัญหลอนหักมุมตามที่เคยประทับใจมาแล้วในเรื่องก่อนหน้า แต่เหมือนเรื่องนี้ทุกอย่างมันดูยัดเยียดให้คนดูเชื่อ และยังไม่มีบทสรุปอะไรที่ลงตัวเท่าไหร่