รีวิว There’s Someone Inside Your House

There’s Someone Inside Your House เกี่ยวกับ หนัง Original Netflix แนว #สยองขวัญ แนวไล่เชือด ผลงานจากโปรดิวเซอร์ผู้สร้าง Stranger Things (Shawn Levy)  บอกเล่าเรื่องราวของนักเรียน ม. 6 และเพื่อนโรงเรียนใหม่ทั้งชั้นที่กำลังตกเป็นเป้าของฆาตกรสวมหน้ากากปริศนาที่ตามมาเปิดโปงความลับดำมืดของแต่ละคน

เล่าเรื่องราวของไฮสคูลย่านชานเมืองแห่งหนึ่งที่เกิดเหตุฆาตกรรมนองเลือด เมื่อนักฟุตบอลหน้าหล่อสุดป๊อปประจำโรงเรียนถูกฆ่าตายอย่างอุกอาจในบ้านพักของตัวเอง การเสียชีวิตของเขาในครั้งนี้นำมาสู่เรื่องซุบซิบในหมู่นักเรียนด้วยกันว่ามูลเหตุที่ผู้ตายถูกฆ่า อาจจะเป็นเพราะ “ความลับ” ที่เขาเคยทำเอาไว้

แน่นอนว่าสูตรของหนังแนวไล่เชือด ฆาตกรต่อเนื่องมักจะเปิดฉากการฆ่าสุดสยอง ที่สามารถนำเสนอภาพรวมของหนังทั้งเรื่องภายในเวลาสิบนาทีแรก ว่าฆาตกรมีบุคลิกอย่างไร มีการคุกคามเหยื่ออย่างไร และทำไมฆาตกรจึงมีแรงจูงใจในการก่อเหตุ เพื่อให้คนดูพอทำความเข้าใจได้ว่า เหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นที่จะเกิดขึ้นต่อไปพวกเขาจะต้องใส่ใจรายละเอียดอะไรบ้างเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายในตอนท้าย

จุดเด่นของเรื่อง ที่ทำให้น่าสนใจเลยคือหนังมีการวางทามไลน์ได้ดี อย่างเช่นในตอนเริ่มเรื่องจะทำให้คนดูเห็นได้ชัดเลยว่าวิธีการหรืออะไรเป็นเหตุจูงใจของฆาตกร อีกทั้งยังมีการปูเรื่องออกมาได้น่าสนใจมาก ๆ มีการนำเสนอว่าตัวละครแต่ละตัวนั้นล้วนแล้วแต่มีปัญหาในชีวิตหรือปมในใจกันทั้งนั้น ทั้งที่เห็นกันแบบจะ ๆ หรือปมปัญหาในใจที่ซ่อนลึกภายในจิตใจ เหมือนนางเอกอย่าง มาคานี ยัง เธอเป็นสาวสวยที่มีเสน่ห์ เรียนเก่ง ดูเป็นคนที่ลุย ๆ ดูภายนอกแล้วเรียกว่าเป็น Perfect Girl คนหนึ่งเลย แต่จริง ๆ แล้วเบื้องหลังของเธอก็มีปมปัญหาที่ตามหลอกหลอนเธอมาทั้งชีวิตและจะต้องย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน มีแก๊งเพื่อนใหม่ เพื่อหลีกแผลในใจของเธอ หรือการที่เธอมี Secret Boyfriend  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เหมือนชิ้นส่วนที่คอยปะติดปะต่อเรื่องราวทำให้เราได้ลุ้น เห็นตัวละครในหลากหลายมุมมอง และได้เดินตามไปทีละเสต็ป

นอกจากนั้นการตายในเรื่องก็ไม่สมเหตุผลแบบที่แนวหนังไล่เชือดหลังจาก Scream  ควรจะทำให้ได้ แต่เรื่องนี้ฆาตกรกลับดูมีเวลามากมายมานั่งจัดฉากแต่งห้องในบ้านเหยื่อมากมาย ไปหอบของเยอะแยะมาจากไหนก็ยังสงสัย การที่ต้องปริ้นท์ 3D หน้ากากเหยื่อมาใส่ก็ไม่ได้เชื่อมโยงอะไรกับเรื่องมาก และฉากไล่เชือดที่ควรเป็นจุดเด่นของเรื่องก็ทำออกมางั้นๆ อาจจะดูแรงเพราะเห็นเลือดเห็นฉากปาดคอกันจะๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกลุ้นกับการไล่ล่าอะไรเลย แถมยังมีฉากแบบเดียวกับ Scream ที่พยายามทำให้ตัวนางเอกเข้าใจผิดกับแฟน ซึ่งแทนที่จะมีเรื่องราวตรงนั้นให้ดูน่าสนใจแบบที่ Scream ทำได้ แต่นี่กลับมีไปงั้นๆ โดยที่คนดูเองยังไม่ทันคิดตามเลยว่าใช่หรือไม่ใช่ฆาตกร ตัวเรื่องก็รีบเฉลยแบบทื่อๆ แถมยังไม่เมคเซนส์อย่างแรงกับแผนการของตัวฆาตกรในเรื่องที่พยายามป้ายความผิดให้นางเอกที่ต้องบอกว่า “ฉากนี้มันดูโง่มากๆ” ก่อนที่จะเฉลยแรงจูงใจของคนร้ายที่ทำให้เรื่องดูโง่แบบตรกะวิบัติมากขึ้นไปอีก ซึ่งการโบ้ยว่าตัวฆาตกรไม่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจอะไรมากก็ฆ่าได้แค่โรคจิตมันอาจจะดูเข้าใจได้ แต่นั่นคือหนังแนวแบบเจสันหรือพวกสิงหาสับที่ฆาตกรมันเปิดตัวว่าโรคจิตอยู่แล้ว แต่กับเรื่องนี้ที่พยายามปูความลับนางเอกว่าปมซ่อนอยู่ แล้วการเปิดเผยความลับของเหยื่อแต่ละรายมันชวนให้คิดว่า เรื่องต้องมีอะไรมากกว่านี้ พอมาเจอฉากเฉลยตรกะวิบัตินั่นมันก็เลยกลายเป็นอะไรที่ผิดคาดแบบดูถูกคนดูไปในตัว ยิ่งแฟนหนังสยองขวัญโดยตรงมักมองหาอะไรสดใหม่ในเรื่องแนวนี้ยิ่งต้องผิดหวังมากขึ้นไปอีกกับบทเฉลยของเรื่องนี้ที่อ่อนยวบยาบมาก

ทุกอย่างไม่สามารถนำมาเทียบหนังไล่เชือดต้นแบบทั้งสองเรื่องได้เลย หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทาง Netflix เขานำ Fear Street หนังแนวไล่เชื่อดที่สร้างตามกลิ่นอายหนังแนวไล่เชือดรุ่นเก่า ก็ยังเอาไปเทียบกับเขาไม่ได้ บอกตามตรงว่าหนังแนวไล่เชือดเกรด B ยุค 90s ยังกูดีซะกว่า

แล้วที่เลวร้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ หรือชื่อเรื่องภาษาไทย มันก็ไม่มีแสดงถึงหรือมีความเชื่อมโยงกับเนื้อหาโดยรวมของเรื่อง