รีวิว Wrath of Man

Wrath of Man เรื่องแรกฉลองการกลับมาเปิดของโรงหนังกับหนังของพี่โล้นซ่าส์ Jason Statham ที่กลับมา Reunion กับผู้กำกับ Guy Ritchie หลังจากห่างหายไม่ได้ร่วมงานกันกว่า 20 ปี ผมจำได้เรื่องสุดท้ายน่าจะเป็น Snatch ในปี 2000 ที่ เจสัน กับ กาย ร่วมงานกันในหนังสุดกวนแบบแสบๆ มารอบนี้กลับมาในหนังแนวซีเรียส Action Thriller ที่ค่อนข้างเข้มข้นสุดๆ

เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากการซุ่มโจมตีอย่างรุนแรงต่อรถหุ้มเกราะคันหนึ่งของ บริษัทขนส่งเงิน ฟอร์ติโก้ ซีเคียวริตี้ ได้ว่าจ้างพนักงานใหม่ผู้ลึกลับนาม แพทริค ฮิลล์ ที่กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “H” ขณะที่เขาเรียนรู้งานจากคู่หู “บุลเลท” ในตอนแรก H ดูเหมือนจะเป็นคนเงียบๆ เอาแต่ก้มหน้าทำงาน แต่เมื่อเขาและบุลเลทกลายเป็นเป้าหมายของการโจรกรรม ทักษะที่น่ากลัวของเอชก็ถูกเปิดเผย เขาไม่เพียงแต่เป็นนักแม่นปืนผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกาจในการต่อสู้แบบประชิดตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่กล้าหาญไร้ความปราณีและเป็นตัวอันตรายอีกด้วย โดยปูมหลังของ H ที่ต้องแฝงตัวเข้ามาทำงานเพื่อจะตามล่ากลุ่มโจรที่ฆ่าลูกชายเขาในเหตุการณ์ปล้นรถขนเงินก่อนหน้านั่นเอง

เรื่องนี้ เจสัน ไม่ได้มาในรูปแบบของนักฆ่าหรือทหารรับจ้าง แต่พี่แกมาในบทบาทโจรที่ออกตามล่าโจร ซึ่งหนังจะเล่าในรูปแบบที่ Guy Ritchie ถนัดเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว คือการเล่าแบบแบ่งเป็นองก์หลายๆ องก์โดยไม่ต้องต่อเนื่องกัน ตัดสลับไปมา แต่มีเรื่องราวที่โยงใยถึงกันผ่านตัวละครหลักของแต่ละช่วง และมีตัวพระเอกเป็นตัวเชื่อมเรื่อง

การเล่าเรื่องของ Guy Richie ยังคงเล่าเรื่องอย่างเข้มข้นทุกองก์ เรื่องราวชวนให้ติดตามตลอดเวลา ถึงแม้จะมีช่วงที่นิ่งๆ ไม่ได้มีฉากตื่นเต้น แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยเนื้อหาบางอย่างที่จะพาไปสู่จุดพีคของเรื่อง ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ถึงขั้นว่าห้ามกระพริบตา แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถพาไปถึงบทสรุปได้อย่างสนุกมาก เพราะทุกอย่างมันจะค่อยๆ วนมาบรรจบกันที่ช่วงท้าย

หนังของ Guy Ritchie ส่วนมากแล้วจะไม่ค่อยเห็นฉากแอ็คชั่นอะไรเยอะแยะมากมาย แต่จะเล่นกันเนื้อหาที่เข้มข้นชวนติดตาม และเล่าเรื่องตามแบบฉบับของตัวเอง แล้วค่อยตบทุกอย่างกลับมาขมวดกันทีเดียวให้มันพีคขึ้นในตอนท้าย ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน ฉากแอ็คชั่นไม่ได้มีเยอะ เจสัน แทบไม่ได้โชว์สกิลอะไรสักเท่าไหร่ แต่กลับกลายเป็นบทที่ส่งให้เขาดูนิ่งแต่โหด และดูแตกต่างจากหลายๆ เรื่องที่เราติดตา แถมยังมีความเป็น Thriller ที่เข้มข้นเข้ามาเดินเรื่องอีกต่างหาก

ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะเดาได้ไม่ยาก ตัวหักหลังเป็นใครดูไปสักพักก็จะพอดูออก และเนื้อหามันอาจจะไม่ได้สลับซับซ้อน แต่ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่อง และด้วยอารมณ์ความเข้มข้นของหนัง สำหรับผมเรื่องนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว กับการกลับมาที่แปลกตาของ Jason Statham ในครั้งนี้ ซึ่งนอกจาก เจสัน แล้ว Josh Hartnett เป็นดาราอีกคนที่กลับมารอบนี้แล้วดูเตะตามากๆ